กฎหมายหมิ่นศาสนา (Blasphemy) ในประเทศไทย

กฎหมายหมิ่นศาสนา (Blasphemy) ในประเทศไทย

สําหรับประเทศไทยบทบัญญัติเกี่ยวกับความผิดในลักษณะเหยียดหยามศาสนาบัญญัติในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 206 ดังนี้royalhill-online.com

“มาตรา 206 ผู้ใดกระทําด้วยประการใด ๆ แก่วัตถุหรือสถานอันเป็นที่เคารพในทางศาสนาของหมู่ชนใด อันเปนการเหยียดหยามศาสนานั้น ต้องระวางโทษจําคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงเจ็ดปี หรือปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงหนึ่งหมื่นสี่พันบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ”

ถ้าสังเกตดีๆจะพบว่าความผิดฐานนี้ ไม่ได้มีเจตนารมณ์เพื่อมุ่งปกป้องวัตถุหรือศาสนสถานของแต่ละศาสนาแต่อย่างใด หากแต่มีเจตนารมณ์ของกฎหมายคือเพื่อปกป้องความรู้สึกของประชาชนในการนับถือศาสนาเสียมากกว่า ฉะนั้นการพิจารณาความผิดตามมาตรานี้ จึงต้องนำความรู้สึกของวิญญูชนหรือคนปกติทั่วไปในแต่ละศาสนาเข้าคำนึงประกอบ นั่นหมายความว่าหากวิญญูชนเห็นว่าเป็นการเหยียดหยามศาสนา ก็ต้องถือว่าเป็นการเหยียดหยามศาสนา แม้ผู้กระทำจะอ้างว่าตนไม่ได้มีเจตนาเหยียดหยามศาสนา แต่กระทำไปด้วยเจตนาอื่นก็ตาม และการกระทําที่ถือเปนการเหยียดหยามศาสนาจะต้องเป็นการกระทําที่ถึงขนาดก่อกวนความสงบสาธารณะด้วย

อย่างไรก็ตามต้องยอมรับว่า ความผิดฐานเหยียดหยามศาสนา ก็ไม่ค่อยมีคำพิพากษาฎีกาให้เราได้ศึกษากันมากนัก ด้วยประเทศไทยเป็นเมืองพุทธ คนไทยส่วนใหญ่เป็นพุทธศาสนิกชน จึงไม่ค่อยเห็นการกระทำอันเป็นการเหยียดหยามศาสนาเท่าไรนัก แต่ในทางตรงกันข้าม เราก็ต้องยอมรับว่า การแสดงความคิดเห็นในเรื่องต่าง ๆ เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน และประชาชนย่อมแสดงความคิดเห็นได้อย่างเสรี (Free speech) ซึ่งเป็นสิทธิมนุษยชนที่ยอมรับกันโดยทั่วไป แต่การแสดงความคิดเห็นในบางกรณีอาจก่อให้เกิดการกระทบกระทั่งกันระหวางผู้พูดและผูที่ถูกกลาวถึงได้ และในหลายกรณีการแสดงความคิดเห็นดังกล่าวได้สร้าง “ความเกลียดชัง” หรือ “ความแตกแยก” ขึ้นในสังคมดวย โดยการแสดงความคิดเห็นในลักษณะเช่นนี้เรียกกันทั่วไปว่า “Hate Speech” ดังนั้น ในมุมมองทางกฎหมายจึงมีประเด็นว่าอย่างไรจึงจะเรียกว่าเป็นการแสดงความคิดเห็นอย่างเสรี (Free speech) และอย่างไรจึงเป็นการแสดงความคิดเห็นในลักษณะที่สร้างความเกลียดชังหรือความแตกแยกในสังคม (Hate speech)

จากการศึกษากฎหมายของประเทศต่าง ๆ พบวาแต่ละประเทศมีทัศนะเกี่ยวกับขอบเขตความเหมาะสมของเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นแตกต่างกันไป ในประเทศแคนาดาและประเทศฝรั่งเศส ถือว่าการแสดงความคิดเห็นในลักษณะดูถูก เสียดสีหรือเหยียดหยามทางเพศ เชื้อชาติ สีผิว ความเชื่อในทางศาสนา เหล่านี้เป็น “Hate speech” และผิดกฎหมาย ในทางตรงข้าม ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้มีการรองรับสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของประชาชน ซึ่งรวมถึงการพูด ให้ได้รับการคุมครองตามรัฐธรรมนูญอยางเต็มที่ด้วย และสิ่งที่จะถือเป็น “Hate speech” จะนับต่อเมื่อมีการแสดงความอาฆาต โดย มาตรา 27 ของรัฐธรรมนูญ บอกว่ารัฐจะต้องคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน ทั้งนี้ หากมีการละเมิดสิทธิในการแสดงความเห็นนั้น เขามองว่าเป็นการไม่มีความอดทนอดกลั้น ไม่รับฟังเสียงข้างน้อย และบั่นทอนการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลด้วย เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นถือเป็นเสรีภาพขั้นพื้นฐานตามกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองซึ่งให้การรับรองและคุ้มครองไว้ในฐานะสิทธิขั้นพื้นฐาน และบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกฉบับ เพราะเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นสะท้อนถึงธรรมาภิบาลและความเป็นประชาธิปไตยของประเทศหรือองค์กรนั้นๆ เพราะผู้ปกครองที่เปิดใจกว้างยอมรับฟังความคิดเห็น การวิพากษ์วิจารณ์จากประชาชน หรือคนในองค์กรทั้งด้านบวกและด้านลบแล้ว ย่อมเป็นโอกาสในการนำไปปรับปรุงประเทศ องค์กร และตนเองให้ดียิ่งๆ ขึ้นไป

บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 มาตรา 45 บอกว่า“บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การพูด การเขียน การพิมพ์ การโฆษณา และการสื่อความหมายโดยวิธีอื่น การจำกัดเสรีภาพตามวรรคหนึ่งจะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย เฉพาะเพื่อรักษาความมั่นคงของรัฐ เพื่อคุ้มครองสิทธิ เสรีภาพ เกียรติยศ ชื่อเสียง สิทธิในครอบครัว หรือความเป็นอยู่ส่วนตัวของบุคคลอื่น เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย หรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือเพื่อป้องกันหรือระงับความเสื่อมทรามทางจิตใจหรือสุขภาพของประชาชน”

ปัจจุบัน มีกฎหมายสากลหลายฉบับให้ความคุ้มครองเสรีภาพในการแสดงออก อาทิ มาตรา 19 ในปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติ มาตรา 1 ของรัฐธรรมนูญอเมริกัน ทั้งนี้ ในอเมริกา มีข้อยกเว้น 3 เรื่องคือ เรื่องภาพโป๊เปลือยเด็กการหมิ่นประมาทหรือทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียง และคำพูดยั่วยุที่ทำให้เกิดการต่อสู้และการใช้ความรุนแรง (fighting words)