คนเรากำลังใจมีแค่ไหนก็จะคิดแค่นั้น ทำแค่นั้น

จำไว้อย่างหนึ่งว่า คนที่น่ากลัวที่สุดก็คือคนที่เหลือแต่กิริยาไม่มีมารยาแล้ว คนประเภทนี้นี่ทำอะไรก็ทำไปโป้ง ๆ เลย ไม่ต้องไปดัดจริตแล้ว เพราะว่าดีชั่วเท่านั้นตัวเองรู้อยู่ ก็ไม่ต้องไปดัดจริตรอว่าใครจะมาชมว่าเป็นคนดี ทำอะไรทำจากน้ำใสใจจริง คนประเภทนี้น่ากลัว ทางของเขาสั้นกว่าคนอื่นแล้ว

เมื่อกำลังใจไปถึงระดับนั้น เขาจะมองทุกอย่างเหมือนกับรุงรัง เกะกะ มีแต่จะขวางให้ช้า ท่านทั้งหลายเหล่านี้ก็พร้อมที่จะโยนทิ้งได้ทันที บางครั้งดูเหมือนเป็นคนไม่มีน้ำใจ แต่จริง ๆ แล้วไม่ใช่ เขาเอาเฉพาะเรื่องที่เป็นอรรถเป็นธรรมเท่านั้น เรื่องอื่นที่นอกทุ่งนอกท่าเข้ามา ถูกไล่เตลิดเปิดเปิงไปหมด ลักษณะเหมือนกับเป็นคนขี้รำคาญ …เพราะอะไร ? เพราะตัวเขาเองเห็นทางตรงแล้ว คนอื่นจะดึงออกนอกทาง เขาก็ต้องรำคาญ..ใช่ไหม ?

เรื่องนี้อาตมาเคยถามหลวงพ่อวัดท่าซุงครั้งหนึ่ง ท่านบอกว่าลองสังเกตดูสิ ถ้าคนที่กำลังใจมุ่งตรงแล้ว ทำอะไรทำรวดเร็ว รักษาเวลามาก รู้แล้วว่าเวลาตัวเองมีน้อย จึงรักษาเวลาตัวเองมาก ทำอะไรทำเร็ว แต่ขณะเดียวกัน พวกที่เวลายังเยอะ ทำอะไรก็เชื่องช้าอืดอาด พวกนั้นยังต้องเกิดอีกนาน อาตมาได้ยินประโยคนี้แล้วสะดุ้ง …เกิดอีกนาน ก็ทุกข์อีกนาน.. เพราะฉะนั้น..ต้องรักษากำลังใจให้ดี คลำถูกทาง แล้วก็อย่าพยายามเลี้ยวออกไป อันดับแรกให้มีศีล ๕ เป็นกรอบ ตราบใดที่ยังอยู่ในกรอบของศีล ถึงหลงทางก็ไปไม่ไกลหรอก เพราะจะไปชนขอบของศีลแล้วกระเด้งกลับเอง อย่างไร ๆ ก็ตัวตายดีกว่าศีลขาด

อันดับที่ 2 เรื่องของสมาธิภาวนา..อย่าทิ้งการปฎิบัติ ความมั่นคงของกำลังใจขึ้นอยู่กับสมาธิแทบทั้งหมด ถ้าสมาธิทรงตัวดี ศีลดี เรื่องของปัญญาจะเกิดขึ้นเอง เมื่อศีลทรงตัว สมาธิก็ตั้งมั่นได้ง่าย สมาธิทรงตัวปัญญาก็เกิด เพราะจิตของเราปกติจะวุ่นวายส่งส่ายตลอดเวลา เหมือนกับน้ำที่กระเพื่อมอยู่ เราจะดูหน้าตัวเองในน้ำ มองลงไปน้ำกระเพื่อมก็มองไม่เห็น หรือเห็นก็ไม่ชัดเจน แต่ถ้าน้ำนิ่ง มองเมื่อไรก็เห็นเมื่อนั้น คนประเภทนี้ถ้าหากว่าสามารถทำกำลังใจได้ถึงระดับนี้แล้ว ส่วนใหญ่อยากจะหลีกไปอยู่คนเดียว..แต่ส่วนใหญ่แล้วทำไม่ได้ เพราะว่าเรื่องของการปฏิบัตินั้น ต้องโลกไม่ช้ำธรรมไม่เสีย

สนทนากับพระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร. (พระอาจารย์เล็ก สุธมฺมปญฺโญ)
เจ้าอาวาสวัดท่าขนุน จ.กาญจนบุรี อ.ทองผาภูมิ ต.ท่าขนุน
ณ บ้านอนุสาวรีย์ฯ เดือนพฤศจิกายน พุทธศักราช 2545